“ดินเปรี้ยว” เป็นลักษณะของดินที่มีความเป็นกรดสูง ในประเทศไทยมีพื้นที่เป็นดินเปรี้ยวประมาณ 5.6 ล้านไร่ ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางและภาคตะวันออก (ข้อมูล : กรมพัฒนาที่ดิน, 2558) หนึ่งในนั้นคือที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ปลูก “ข้าว” เป็นหลัก
ทั้งนี้ ผลกระทบของดินเปรี้ยวนั้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างมาก เพราะสภาพดินที่เป็นกรดจะขัดขวางการดูดซับธาตุอาหารของพืช โดยในกรณีของ “ข้าว” จะพบอาการกาบใบเหลือง ต้นชะงักโต
ทำให้ผลผลิตตกต่ำในที่สุด
แต่ปัญหานี้ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคุณแดน วีสม เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีประสบการณ์ทำนามามากกว่า 40 ปี สามารถใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ควบคู่กับการบำรุงธาตุอาหารอย่างเหมาะสม จนปลูกข้าวได้ผลผลิตสูงถึง 1.2 ตันต่อไร่ ขณะที่พื้นที่อื่นในละแวกข้างเคียงได้ผลผลิตเพียง 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น
คุณแดนเผยว่า ตนเองนั้นเริ่มทำนาบนพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยวมาตั้งแต่อายุ 15 ปี และด้วยความที่เปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรไม่ได้ จึงต้องปรับตัวหาวิธีแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จนพบว่าหนึ่งในแนวทางเอาชนะปัญหาดินเปรี้ยวคือ “การบริหารจัดการน้ำเพื่อชะล้างความเป็นกรดในดิน” ขณะเดียวกัน ก็ต้องเปิดใจเรียนรู้ รับแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาผลผลิตไปด้วย ทั้งเรื่องของการเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลง รวมถึงการบำรุงที่ตอบโจทย์การเจริญเติบโตของข้าว จนปัจจุบันได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ตันต่อไร่ รายได้ก็เพิ่มขึ้น จากในอดีตเริ่มทำนาบนพื้นที่ 50 ไร่ จนตอนนี้ได้ขยายเพิ่มเติมเป็น 198 ไร่แล้ว
นอกจากนี้ ด้วยความที่ขยายพื้นที่ทำนาเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันคุณแดนยังได้นำ “โดรนทางการเกษตร” เข้ามาใช้ในการหว่านปุ๋ยและฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ช่วยในการลดต้นทุนแรงงานและประหยัดเวลาทำงานอีกด้วย
แม้ต้องเผชิญกับปัญหา แต่คุณแดน ไม่เคยนำมาเป็นข้อจำกัด และยังคงพัฒนาแนวทางการเพิ่มผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังความสำเร็จของเกษตรกรหัวก้าวหน้าท่านนี้คืออะไร? ตามไปดูกันได้เลย!
คุณแดน วีสม เกษตรกรผู้ปลูกข้าว อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
เตรียมแปลงและพันธุ์ข้าว
จุดเริ่มต้นที่ต้องใส่ใจ
การปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตดี ต้องอาศัยการวางแผนให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของการคัดเลือกสายพันธุ์และการเตรียมแปลง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ทั้งยังมีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ ก่อนปลูกข้าวในแต่ละรอบ คุณแดน จึงให้ความสำคัญกับการเตรียมการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
- ขั้นตอนการ “เลือกสายพันธุ์ข้าว”
คุณแดน จะพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ สภาพอากาศ และช่วงเวลาที่ปลูก โดยมีหลักการ ดังนี้
- ข้าวนาปรัง (กันยายน-ธันวาคม) นิยมปลูกข้าวพันธุ์เบา เช่น กข41, กข51 เพราะเป็นข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ทนแล้งได้ดี
- ข้าวนาปี (พฤษภาคม-สิงหาคม) นิยมปลูกข้าวพันธุ์หนัก เช่น กข20, กข85 เพราะเป็นข้าวที่มีลักษณะลำต้นแข็ง ล้มได้ยากเมื่อเจอแรงลมหรือพายุ
นอกจากนี้ คุณแดน ยังมีเทคนิคสำคัญคือ การปลูกแบบ “หมุนเวียนสายพันธุ์” โดยในแต่ละแปลงจะไม่ปลูกข้าวสายพันธุ์เดิมซ้ำกันเกิน 2-3 รอบ วิธีนี้จะช่วยลดโรคพืชและแมลงได้มาก เนื่องจากการปลูกพันธุ์ข้าวสายพันธุ์เดิมบนพื้นที่เดิมในทุกปี จะทำให้โรคและแมลงมีการปรับตัวและดื้อยามากขึ้น
เทคนิคการปลูกข้าวแบบ “หมุนเวียนสายพันธุ์” ช่วยลดโรคพืชและแมลง
2. ขั้นตอนการ “เตรียมแปลง”
หลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว คุณแดนจะ “พักแปลง” ไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจะปล่อยน้ำเข้านาและขังไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อหมักฟางและตอซังข้าวให้นิ่ม เสร็จแล้วใช้รถไถปั่นฟางทั้งหมด 2 รอบ เพื่อให้ฟาง มีขนาดเล็กลงและย่อยสลายง่ายขึ้น
เมื่อย่อยฟางจนละเอียดแล้ว จะใช้รถไถ “ตีเทือก” ปั่นดินให้เป็นเลน ตามด้วยการ “ลูบเทือก” เพื่อปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกันทั้งแปลง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับน้ำในแปลงให้เท่ากัน และลดปัญหาวัชพืชขึ้นแซมที่จะมาแย่งอาหารต้นข้าว จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการ “ชักร่อง” เพื่อตีเส้นแนวระบายน้ำเข้าและออกจากแปลง
3. ขั้นตอนการ “เตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก”
ในระหว่างการเตรียมแปลง คุณแดน จะเตรียมเมล็ดพันธุ์ควบคู่ไปด้วย โดยการนำพันธุ์ข้าวไปแช่น้ำเป็นเวลา 1คืน (แช่ทั้งกระสอบ) จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งไว้อีก 2 คืน เพื่อให้เมล็ดพันธุ์คลายความร้อนจากกระสอบ และช่วยให้อัตราการงอกสมบูรณ์ขึ้น
ข้าวที่แปลงของคุณแดน ต้นสมบูรณ์ ใบเขียวทน แตกกอดี
ถือเป็นเครื่อพิสูจน์ว่า “ดินเปรี้ยว” ไม่เป็นอุปสรรคในการทำนา หากได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม
บำรุงธาตุอาหารตรงจุด
เคล็ดลับเพิ่มผลผลิต ฉบับเกษตรกรรู้จริง!
นอกจากคุณแดน จะมีวิธีการจัดการแปลงที่ดีแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่เป็น “จุดเปลี่ยน” ในการเพิ่มผลผลิตคือ การปรับวิธีบำรุงธาตุอาหารให้ตรงกับระยะการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะข้าวแต่ละระยะต้องการธาตุอาหารที่แตกต่างกัน หากขาดธาตุอาหารที่จำเป็น จะทำให้ผลผลิตลดลงได้
สำหรับการบำรุงข้าวในแบบฉบับของคุณแดน จะบำรุงทั้งหมด 3 ครั้ง ดังนี้
- การบำรุงครั้งที่ 1 ระยะข้าวแตกกอ (อายุ 25-30 วัน) เป็นช่วงที่ข้าวกำลัง “แตกกอสร้างจำนวนต้น” ต้องการธาตุ “ไนโตรเจน (N)” เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง คุณแดน จะใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ร่วมกับ ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-8-8 สัดส่วน 1:1 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วยให้ข้าวต้นแตกกอดี ได้จำนวนต้นมาก และมีใบเขียวสมบูรณ์
ข้าวอายุประมาณ 80 วัน จะปล่อยน้ำออกจากแปลงเพื่อให้ดินแห้ง
ใช้ “โดรนทางการเกษตร”
ลดต้นทุน ประหยัดแรงงาน
ต่อยอดสร้างรายได้เสริม
การขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร รวมถึงต้นทุนการจ้างงานที่สูงขึ้น เป็นหนึ่งในปัญหาที่เกษตรกรต้องรับมือและปรับตัวให้ทัน ซึ่งการนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรเข้ามาใช้ ถือเป็นหนึ่งในวิธีการลดต้นทุนในระยะยาว ช่วยให้การทำงานของเกษตรกรสะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น
เช่นเดียวกับคุณแดน ที่มีพื้นที่นาถึง 200 ไร่ จึงไม่สามารถทำเองได้หมดทุกขั้นตอน ดังนั้น จึงมีการนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตรเข้ามาใช้งานหลายอย่าง ทั้งการใช้เครื่องพ่นปุ๋ย ในการหว่านพันธุ์ข้าว การใช้รถเกี่ยวนวดข้าวในการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ช่วยประหยัดเวลา-แรงงาน และล่าสุดคือ การนำโดรนทางการเกษตรเข้ามาใช้ โดยมี “ลูกสาว” เป็นผู้ช่วยคนสำคัญ
ด้านคุณปัท-ปาริฉัตร วีสม ลูกสาวของคุณแดน เล่าถึงที่มาของใช้โดรนทางการเกษตรว่า “ก่อนหน้านี้เราเห็นการทำงานของพ่อที่ต้องเหนื่อยลงมือทำเองทุกขั้นตอน และใช้เวลาค่อนข้างมาก เลยอยากช่วยแบ่งเบาภาระ จึงได้ตัดสินใจนำโดรนทางการเกษตรเข้ามาใช้ค่ะ หลังใช้งานมาได้เกือบ 2 ปี ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามาก อย่างกรณีพื้นที่ 60 ไร่ หากใช้แรงงานคนในการหว่านปุ๋ย ต้องใช้เวลานาน 1-2 วัน แต่พอใช้โดรนทางการเกษตร XAG รุ่น P100 Pro จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น ช่วยประหยัดเวลา ทั้งยังช่วยให้การหว่านปุ๋ยมีความแม่นยำ เม็ดปุ๋ยการกระจายตัวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ”
โดรนทางการเกษตร XAG รุ่น P100 Pro ช่วยให้การหว่านปุ๋ยและฉีดพ่นสาต่างๆ
มีความแม่นยำและทั่วถึงมากขึ้น โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงย่ำแปลง ทำให้ผลผลิตเสียหาย
“เปิดใจ-เรียนรู้สิ่งใหม่” เบื้องหลังความสำเร็จ
สูตรลับผลผลิต 1.2 ตันต่อไร่
ในอดีต คุณแดน ปลูกข้าวได้ผลผลิตประมาณ 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ เช่นเดียวกับเกษตรกรในละแวกเดียวกัน แต่ปัจจุบันสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นเป็น 1.2 ตันต่อไร่ ทั้งหมดนั้นเป็นผลมาจากการที่เป็นคนเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และไม่หยุดพัฒนาตนเอง โดยไม่ยึดติดกับชุดความรู้เดิมที่เคยทำตามกันมา
คุณแดน เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยตรากระต่ายว่า “สมัยก่อนเวลาทำนาเราจะบำรุงข้าวแค่ 2 ครั้งครับ (ระยะข้าวแตกกอและระยะข้าวตั้งท้อง) และไม่ใช้ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) เพราะเชื่อว่าทำให้ดินเป็นกรด แต่พอมีน้องๆทีมงานบริษัท เจียไต๋ เข้ามาแนะนำขั้นตอนการบำรุงธาตุอาหารให้ตรงตามความต้องการของพืชแต่ละระยะ จึงได้เพิ่มการบำรุงครั้งที่ 3 เข้ามา คือ ระยะข้าวรับรวง พอเปลี่ยนแล้วเห็นผลเลยครับ ช่วยให้ข้าวเต็มเมล็ด และมีน้ำหนักมากขึ้น
พร้อมแก้ไขความเข้าใจว่า “ปุ๋ยยูเรียไม่ได้เพิ่มค่าความเป็นกรดในดิน” จึงเริ่มเปิดใจ ทดลองใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 กับพื้นที่นาบางส่วน ก็พบว่า ต้นข้าวใบเขียวสมบูรณ์ ผลผลิตก็เพิ่มขึ้นครับ จากนั้นก็เริ่มเชื่อมั่น ทยอยใช้ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ในแปลงอื่นเพิ่มมากขึ้น ส่วนปุ๋ยอีกสูตรที่ประทับใจคือ ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 16-20-0 พอใช้แล้วเห็นได้ชัดว่า ต้นข้าวเขียวทน เขียวนานกว่าปุ๋ยยี่ห้ออื่นครับ”