หากพูดถึงพืชเศรษฐกิจที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย “มันสำปะหลัง” ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ตอบโจทย์เกษตรกร เพราะทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และสามารถปรับตัวได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ทั้งยังมีตลาดรองรับแน่นอน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, พลังงานทดแทน และอาหารสัตว์ ฯลฯ ส่งผลให้ในปี 2567 ประเทศไทยสามารถส่งออกมันสำปะหลังมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ถือเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก (ข้อมูล : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า, 2567)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความต้องการทางตลาดสูง แต่ผลผลิตเฉลี่ยของมันสำปะหลังในไทยกลับได้เพียง 3,096 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น (ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจเกษตรกร, 2567) ซึ่งปัจจัยหลักมาจากดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ และโรคพืชทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่สำหรับ คุณนันท์ชพร บุราณเดช หรืออ้อแอ้ วัย 22 ปี เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี กลับสามารถปลูกมันสำปะหลังจนได้ผลผลิต 8 ตันต่อไร่ ทั้งยังส่งประกวด “มันสำปะหลังหัวใหญ่” คว้ารางวัลชนะเลิศถึง 2 ปีซ้อน ช่วยสร้างจุดขายจนโด่งดังในโลกโซเชียล และสามารถต่อยอดขายท่อนพันธุ์สร้างรายได้เสริมอีกทาง
คุณอ้อแอ้ เผยว่า ปัจจุบันปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ 28 ไร่ หลังจากได้เข้ามาสานต่อจากครอบครัวอย่างเต็มตัว ก็ได้เข้ามาปรับปรุงวิธีการบำรุงให้ตรงตามความต้องการของพืช รวมถึงให้ความสำคัญกับการเลือกท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรค และการจัดการแปลงต่างๆ มากขึ้น เพราะแม้ว่ามันสำปะหลังจะเป็นพืชที่อาศัยการดูแลน้อย แต่การทำ “เกษตรยุคใหม่” ไม่ใช่แค่การปลูกแล้วรอผลผลิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้ผลผลิตได้น้ำหนักมากที่สุด รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เบื้องหลังผลผลิต 8 ตันต่อไร่ จะมีเทคนิคอย่างไร? ตามไปเปิดสูตรลับฉบับ “อินฟลูเอนเซอร์สายเกษตร” กันได้เลย!
คุณนันท์ชพร บุราณเดช หรืออ้อแอ้ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี
เทคนิคเลือก “สายพันธุ์-ท่อนพันธุ์”
ก้าวแรกความสำเร็จ
มันสำปะหลังแต่ละสายพันธุ์นั้นมีลักษณที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ความทนแล้ง ความต้านทานโรค รวมถึงความเหมาะสมกับดินแต่ละชนิด ดังนั้น การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกจึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตเป็นอย่างมาก
โดยจากการทดลองปลูกมันสำปะหลังมาหลายสายพันธุ์ ปัจจจุบันคุณอ้อแอ้ จะเลือกปลูกสายพันธุ์ “พวงเพชร” และ “เกษตรยักษ์” เป็นหลัก เนื่องจากเหมาะกับดินทราย มีความทนแล้ง ทนต่อโรคใบด่าง รวมทั้งมีขนาดหัวใหญ่ น้ำหนักดี และมีอัตรางอกสูง
นอกจากนี้ การคัดเลือก “ท่อนพันธุ์” ก่อนปลูก ก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มอัตราการงอกและความแข็งแรงของต้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการปลูกซ้ำ และเพิ่มโอกาสให้ได้มันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดีอีกด้วย
ดังนั้น คุณอ้อแอ้ จึงใส่ใจในการคัดเลือกท่อนพันธุ์เป็นอย่างมาก โดยมีหลักการคือ ต้องใช้ท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หลักที่มีอายุ 10 เดือนขึ้นไป ตัดเก็บไว้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ (ก่อนนำไปปลูก) ลักษณะท่อนพันธุ์มีตาถี่และขนาดใหญ่ จะช่วยให้มีอัตรางอกสูง ทั้งนี้ ต้องมั่นใจว่าเป็นท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและแมลง เช่น โรคใบด่าง โรคพุ่มแจ้ เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงได้
โรคและแมลงศัตรูพืชที่สามารถติดไปกับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังได้
“เตรียมดินดี” ความสำเร็จก้าวที่สอง
ในการปลูกมันสำปะหลัง
มันสำปะหลังเป็นพืชที่สะสมอาหารไว้ใน “ราก” หรือก็คือส่วนที่เราเรียกกันว่า “หัว” นั่นเอง ดังนั้น การเจริญเติบโตของหัวจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดินเป็นหลัก หากดินร่วนซุยจะช่วยให้รากของมันสำปะหลังสามารถหาอาหารได้อย่างเต็มที่ และการลงหัวของมันสำปะหลังดีตามไปด้วยดี
โดยในขั้นตอนการเตรียมแปลงหลังจากเก็บผลผลิตเสร็จแล้ว คุณอ้อแอ้ จะเริ่มด้วยการไถผาน 5 เพื่อให้ดินแตกตัวและเป็นการไถกลบวัชพืชช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินไปในตัว จากนั้นจะพักหน้าดินไว้ 1-2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน ตามด้วยการไถผาน 3 ให้ลึกสุดผาน เพื่อเป็นการพลิกหน้าดิน ให้ดินชั้นล่างที่มีความสมบูรณ์ขึ้นมาด้านบน เสร็จแล้วจะทำการไถพรวนอีกครั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ดินร่วนซุยพร้อมในการลงปลูก
หลังจากเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว จะใช้เครื่องจักรยกร่องพร้อมปักท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง โดยใช้ ระยะห่างระหว่างร่อง 150 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 90 เซนติเมตร และใช้ความยาวของท่อนพันธุ์ประมาณ 25 เซนติเมตร ปักด้วยความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร
ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ช่วยกระตุ้นให้ต้นท่อนพันธุ์แตกใบเร็ว ต้นแข็งแรง รากแตกแตัวได้ดี
“เคล็ดลับการบำรุงดี” ควบคู่กำจัดวัชพืช
เพื่อมันสำปะหลังหัวใหญ่ ได้น้ำหนัก 8 ตันต่อไร่
พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งมักเป็น “ดินทราย” หรือ “ดินลูกรัง” ที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างต่ำ เพราะโครงสร้างดินมีความสามารถในการดูดซับ ธาตุอาหารได้น้อยและยิ่งปลูกโดยการพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาและปริมาณน้ำที่แน่นอนได้ ยิ่งส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชลดลง ทำให้มันสำปะหลังหัวเล็ก ได้น้ำหนักต่อไร่ต่ำในที่สุด
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ คุณอ้อแอ้ จึงให้ความสำคัญกับการบำรุงดินเป็นอย่างมาก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดินมีธาตุอาหารสมบูรณ์ก่อนปลูก โดยเน้นหลัก “บำรุงให้ตรงจุดและถูกช่วงเวลา” เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่ต้องบำรุงหลายครั้ง
สำหรับขั้นตอนการบำรุง “มันสำปะหลัง” ให้หัวใหญ่ จนได้น้ำหนักรวม 8 ตันต่อไร่ ในแบบฉบับของคุณอ้อแอ้ จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้
- ช่วงมันสำปะหลังอายุ 2-3 เดือน เป็นช่วงที่มันสำปะหลังกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของ “ลำต้นและใบ” จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งต้นให้โตสมบูรณ์ ใบใหญ่ สีเขียวทน ช่วยให้รากแตกตัวหาอาหารได้ดี
คุณอ้อแอ้ กับมันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดี
เทคนิคปลูกมันสำปะหลังหัวใหญ่ส่งประกวด
การันตีรางวัล 2 ปีซ้อน
นอกจากการปลูกมันสำปะหลังจนได้ผลผลิตสูงถึง 8 ตันต่อไร่แล้ว คุณอ้อแอ้ ยังพัฒนาเทคนิคการปลูกเพื่อให้ได้มันสำปะหลังหัวใหญ่สำหรับการประกวดด้วย โดยเกณฑ์การพิจารณาหลักสำหรับมันสำปะหลังประกวดคือ ต้องมี “น้ำหนัก” ต่อหัวสูง และเหง้าต้องมี “ความสมบูรณ์” ปลอดโรคหรือแมลงเข้าทำลาย ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องอาศัยความใส่ใจในการดูแลเป็นอย่างมาก
สำหรับ “การปลูกมันสำปะหลังเพื่อการประกวด” ของคุณอ้อแอ้ จะใช้หลักการบำรุงเดียวกับการปลูกแบบปกติ แต่จะเสริมการดูแลเข้ามาเป็นพิเศษ คือ “เพิ่มการให้น้ำ” ความถี่ประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และ “เพิ่มการบำรุง” ตามระยะเวลาปลูกที่นานขึ้น ดังนี้
- ช่วงมันสำปะหลัง อายุ 1 ปี 3 เดือน จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อัตรา 30 กรัม/ต้น
- ช่วงมันสำปะหลัง อายุ 1 ปี 6 เดือน จะบำรุงด้วยปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 สัดส่วน 1:2 อัตรา 30 กรัม/ต้น
ด้วยเทคนิคการบำรุงนี้ ทำให้ได้มันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักสูงถึง 32 กิโลกรัมต่อหัว สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศระดับอำเภอ ในเวทีประกวด “งานวันสถาปนาอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี” ได้ถึง 2 ปีซ้อน รับทั้งเงินรางวัลและความภูมิใจไปแบบเต็มๆ
เคล็ดลับบำรุง “มันสำปะหลังประกวด” ฉบับคุณอ้อแอ้ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศถึง 2 ปีซ้อน
ต่อยอดความสำเร็จสู่ “เกษตรกรสายอินฟลูฯ”
ช่วยสร้างจุดขาย เพิ่มรายได้
ปัจจุบัน “โซเชียลมีเดีย” กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดสำคัญ ที่ช่วยสร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น คุณอ้อแอ้ จึงเห็นโอกาสนี้เริ่มสร้างตัวตนผ่านติ๊กต็อก (TikTok) ชื่อช่อง “อ้อแอ้อายุน้อยร้อยไร่” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และเคล็ดลับการปลูกมันสำปะหลัง พร้อมบอกเล่าไลฟ์สไตล์ในแบบวิถีชีวิตเกษตรกร ทำให้มีผู้ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก จนปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่า 2 แสนราย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่คุณอ้อแอ้ คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดมันสำปะหลังหัวใหญ่ ยิ่งเป็นการเพิ่มจุดขาย จนมีผู้สนใจเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับสายพันธุ์และการบำรุงดูแลมันสำปะหลังผ่านช่องทางติ๊กต๊อกอย่างต่อเนื่อง ช่วยต่อยอดไปสู่การ “ขายท่อนพันธุ์” สร้างรายได้เสริมอีกทาง เรียกได้ว่ากลายเป็น “อินฟลูเอนเซอร์สายเกษตร” ที่พิสูจน์ตนเองจากผลงานและความสำเร็จอย่างแท้จริง
คุณอ้อแอ้ กับบทบาท “อินฟลูเอนเซอร์สายเกษตร” ในติ๊กต็อกชื่อช่อง “อ้อแอ้อายุน้อยร้อยไร่”
โดยคุณอ้อแอ้ เล่าถึงแนวคิดการทำเกษตรว่า “กว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ผ่านอุปสรรคมาเยอะมากค่ะต้องหมั่นเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนการปลูก เริ่มตั้งแต่การเตรียมแปลง การบำรุงธาตุอาหาร จึงต้องอาศัยความพยายามในศึกษาข้อมูลในหลายๆ ด้าน รวมทั้งการสร้างตัวตนผ่านติ๊กต็อก (TikTok) ชื่อช่อง “อ้อแอ้อายุน้อยร้อยไร่” คอยทำคอนเทนต์แบ่งปันความรู้และเทคนิคการปลูกมันสำปะหลัง เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ จนปัจจุบันมีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างโอกาสหลายๆ ด้านตามมาค่ะ”
คุณอ้อแอ้ ถือเป็นตัวอย่างของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อาศัยทั้งความรู้ควบคู่กับทักษะในการปรับตัว จนสามารถสร้างโอกาสและความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มต้นจากความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกท่อนพันธุ์ที่ดี การเตรียมดิน และการบำรุงอย่างตรงจุดตามระยะ
การเจริญเติบโตของพืชด้วย “ปุ๋ยตรากระต่าย” ปุ๋ยขายดีอันดับ 1 ที่เกษตรกรเลือกใช้ จนสามารถปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิตสูงถึง 8 ตันต่อไร่ ทั้งยังพัฒนาเทคนิคเพื่อให้ได้มันสำปะหลังหัวใหญ่จนคว้ารางวัลชนะเลิศ สร้างชื่อเสียงใน “โซเชียลมีเดีย” ช่วยพลิกวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมเข้าสู่การตลาดยุคใหม่ ต่อยอดรายได้เสริมแบบชัวร์ เด๊ะ เด๊ะ สมหวังเป๊ะ เป๊ะ!